ช่วงเป็นสัดของสุกร (Heat Period)
ช่วงเป็นสัดของสุกรคือช่วงที่สุกรมีอาการยอมรับการผสมพันธุ์
จะแสดงอาการ 2 - 3 วันบางตัวไม่มีการแสดงออกเรียกว่าเป็นสัดเงียบ บางตัวไม่มีแสดงออกเรียก
เป็นสัดเงียบ(Silent Heat) ช่วงหนึ่งของการเป็นสัด(Estrus Cycle)ใช้เวลาประมาณ
17 - 24 วัน จะหยุดเมื่อสุกรตั้งท้องหรือเกิดอาการผิดปกติขึ้น
สิ่งที่บ่งบอกว่าสุกรเป็นสัดดูได้จาก
- อวัยวะเพศจะบวมแดงหรือสีชมพู ในสุกรสาวจะเห็นได้ชัด
- ชอบปีนป่ายตัวอื่นหรือยอมให้ตัวอื่นปีน
- มีอาการกระวนกระวาย
- กินอาหารน้อยลงกว่าปกติ หรือชอบเอาปากงัดแงะสิ่งอื่น
- ชอบปัสสาวะบ่อย แต่มีปริมาณน้อย
- เข้าไปสัมผัสโดยบีบหรือกดบริเวณตะโพกจะหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว
- ถ้าเจอสุกรเพศผู้จะไม่ยอมให้คนเลี้ยงต้อนไปที่ไหน
วิธีการตรวจสอบว่าพร้อมที่จะผสมพันธุ์หรือไม่
-
กดบริเวณสะโพกแรง ๆ และดูการตอบสนอง
-
ให้ขี่ด้านหลังของสุกร และดูการตอบสนอง
-
ใช้น้ำเชื้อของสัตว์เพศผู้มาสัมผัสบริเวณจมูกของเพศเมียแล้วดูการตอบสนองคือ
ยืนนิ่ง
-
ใช้ตัวผู้เป็นตัวทดสอบ แต่ตัวผู้ที่ใช้จะต้องผ่านการตอนแล้ว
-
ใช้เสียงโดยใช้เสียงของเทปจากสัตว์เพศผู้กับเพศเมีย
แล้วสังเกตดูพฤติกรรมของเพศเมียว่ามีความสนใจหรือไม่ หรือนำตัวผู้มาเดินบริเวณคอกตัวเมีย
เมื่อผสมพันธุ์ครั้งแรกแล้วจะผสมพันธุ์ซ้ำครั้งที่ 2 ภายใน
12 - 24 ชั่วโมง
สาเหตุที่มีการผสมพันธุ์ซ้ำ
สุกรให้ลูกเป็นคอกมีการตกไข่ไม่พร้อมกัน ในการผสมซ้ำถ้าต้องการประเมินประสิทธิภาพของพ่อแม่พันธุ์จะต้องใช้พ่อพันธุ์ตัวเดิม
แต่ถ้าไม่ต้องการประเมินก็ควรใช้ทีละตัว(พ่อพันธุ์คนละตัว)
อัตราการผสมติด(Conception Rate)ระหว่างสุกรสาว
: สุกรนาง
สุกรนางจะสูงกว่าสุกรสาวอัตราการผสมติดที่อยู่ในเกณฑ์ดีไม่ควรต่ำกว่า
80 % สูงสุดอาจได้ถึง 95 % แต่ถ้าต่ำกว่า 70 %จะต้องหาทางแก้ไขเพราะอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก
อัตราการตกไข่(Ovulation Rate)
สุกรนางที่โตเต็มที่มีอัตราการตกไข่ที่สูงกว่าสุกรสาว เพราะสุกรสาวเพิ่งเข้าวัฎจักรการสืบพันธุ์
สุกรสาวตกไข่ครั้งแรกจะต่ำกว่าการเป็นสัดครั้งที่ 1 ประมาณ 2 ฟอง และเป็นสัดครั้งที่
3 จะสูงกว่าครั้งที่ 2 ไม่ต่ำกว่า 1.5 ฟอง อัตราการตกไข่ของสุกรในครั้งหนึ่ง
ประมาณไม่ต่ำกว่า 18 - 20 ฟอง
วงรอบการเป็นสัด (Estrous Cycle) ใช้เวลา
17 - 24 วัน เฉลี่ย 21 วัน มีการแบ่งกันเป็นช่วง ๆ
- ก่อนการเป็นสัด (Pro-estrus)
- ระยะเป็นสัด (Estrus)
- ระยะคลายการเป็นสัด (Met-estrus)
- ระยะหมดการเป็นสัด (Di-estrus) ระยะนี้ยาวที่สุด
- ช่วงการตั้งท้อง (Gestation Preiod)
ตั้งแต่การผสมถึงคลอด ใช้เวลา 109 - 120 วัน เฉลี่ยประมาณ
114 วัน สุกร 84 % มีการตั้งท้อง 112 - 115 วัน มีเพียง 7% ที่มากกว่า 115
วัน อีกประมาณ 9 % ระยะเวลาตั้งท้องน้อยกว่า 112 วัน ลูกสุกรที่คลอดก่อน
109 วัน มีขนาดเล็ก น้ำหนักตัวน้อยโอกาสเลี้ยงรอดยาก อวัยวะต่าง ๆ ยังเจริญพัฒนาไม่เต็มที่ของขั้นการเจริญเป็นตัวอ่อน
แม่สุกรที่ตั้งท้องนานกว่า 120 วัน มีสาเหตุผิดปกติ คือ ลูกสุกรตัวใหญ่ผิดปกติ
หรือ มีลูกสุกรตายในมดลูก และที่อุ้มท้องมากกว่าระยะเวลาเฉลี่ยจะมีจำนวนลูกเมื่อแรกเกิดน้อยกว่าแม่สุกรที่อุ้มท้องปกติ
การตั้งท้องเทียม(Pseudo Preqnant)
แม่สุกรแสดงการตั้งท้องปกติ
แต่ไม่มีการคลอดลูกเกิดจากการผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ของสุกรเพศเมีย
เป็นเหตุให้อัตราการผสมติดต่ำลง การตรวจสอบว่าตั้งท้องจริงหรือไม่
สังเกตได้จากสุกรไม่เป็นสัด
ควรตรวจ 2 รอบเพราะรอบแรกอาจไม่แสดงออกถึงความเป็นสัด
หรือวัดจากการกินอาหาร
(เป็นช่วงปลาย ๆ ของการอุ้มท้อง) ถ้าผสมนานประมาณ 3 - 4
เดือนขึ้นไปแล้วสังเกต
ดูบริเวณช่องท้องมีการขยายใหญ่ขึ้นหรือไม่
และมีลักษณะหลังแอ่นเล็กน้อย
อีกวิธีหนึ่งในการตรวจคือตรวจดูว่ามดลูกมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
ซึ่งมีเครื่องที่ใช้ตรวจสอบโดยมีคลื่นความถี่สูง(Ultra Sound)
แต่จะต้องใช้เมื่อผสมพันธุ์ไปแล้ว
20 วัน ถึงวันที่ 60
ก่อนหน้านั้นไม่สามารถตรวจสอบได้เพราะตัวคัมภะยังไม่พัฒนาถึงขั้นจึงตรวจสอบ
ไม่ได้
ลักษณะของแม่สุกรใกล้คลอด
-
การขยายความโปร่งพองของอวัยวะสืบพันธุ์(ปากช่องคลอด)มีสีแดงชมพู
-
ลักษณะทางกิริยาของแม่สุกร กระวนกระวาย อัตราการหายใจจะถี่ขึ้น
บางครั้งจะกัดแทะตามคอก ถ้าเลี้ยงบริเวณที่โล่งแม่สุกรจะเตรียมบริเวณที่จะคลอด
-
เต้านมขยายใหญ่โดยเห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อบีบหัวนมแล้วมีน้ำนมไหลแสดงว่าภายใน
24 ชม. แม่สุกรจะคลอด
แม่สุกรมักจะคลอดช่วงเที่ยงคืนถึงเช้าแต่ช่วงบ่ายจะมีการคลอดน้อยที่สุด
- จำนวนลูกสุกรแรกเกิดมีประมาณ 8 - 14 ตัว ประมาณ 74 % น้อยกว่า 8 ตัว
มี 9% มากกว่า 14 ตัวมี 6% ถ้าคลอดออกมามีลักษณะเป็นลูกกรอกแสดงว่าตายขณะตั้งท้อง
ขนาดน้ำหนักตัวเมื่อแรกเกิดของลูกสุกรจะมีอัตราความสัมพันธ์กับการรอดตาย
น้ำหนักต่ำกว่า 600 กรัม โอกาสตายมีสูงมากลูกสุกรต่ำสุด 400 กรัม ถึง
3.8 กิโลกรัม ค่าเฉลี่ยทีเหมาะกับลูกสุกร 1.35 กิโลกรัม ถ้าขนาดของคอกใหญ่
น้ำหนักเฉลี่ยของลูกสุกรจะต่ำ แต่ถ้าขนาดของคอกน้อยก็จะมีน้ำหนักมาก
แนวโน้มส่วนใหญ่ลูกสุกรเพศผู้จะมีน้ำหนักตัวมากกว่าเพศเมีย ลำดับที่การคลอดของลูกสุกรไม่มีผลต่ออัตราการรอดตาย
- ลูกสุกรที่คลอดจากแม่สุกรนางมีแนวโน้มที่
น้ำหนักตัวสูงกว่าแม่สุกรสาวเพราะการเจริญเติบโตของแม่สุกรสาวยังไม่สมบูรณ์
เมื่อเทียบกับแม่สุกรนาง
อัตราการตายของลูกสุกรที่มีแม่สุกรอายุน้อยจะมีอัตราการตายมากกว่า
อัตราการตายจะสูงขึ้นอยู่กับการคลอดว่าตายมากน้อยเพียงใด
อัตราการตายต่ำสุด 2.5% สูงสุด 5%
อัตราการรอดตายช่วงที่เกิดแล้วนั้นจะขึ้นอยู่กับความดูแลเอาใจใส่ของเจ้าของ
อัตราการรอดตายประมาณ 90 % (ตั้งแต่คลอด)
- ขนาดของคอกเมื่อตอนหย่านม 3 - 5 สัปดาห์ จะมีการหย่านม ประมาณ 4 สัปดาห์
จะจับหย่านม อัตราการตายทั้งหมดก็มีสำหรับการหย่านม แต่รอดทั้งหมดก็มีลูกสุกรที่มีสุขภาพดี
น้ำหนัก 7.5 กิโลกรัม/ตัว และ 8.2 ตัว/คอก เมื่ออายุ 35 วัน ประมาณ 66
% จะมีการหย่านมแล้วเหลือลูก 6 - 10 ตัว มี 14% ที่เหลือลูกน้อยกว่า
6 ตัว ประมาณ 14 - 15 %ที่ให้ลูกมากกว่า 10 ตัว
- จำนวนคอกต่อแม่สุกรต่อปี มีประมาณ 1.8 - 2.3 คอก
ต่อตัวต่อปี
ช่วงเวลาหลังจากกลูกสุกรหย่านมถึงแม่สุกรผสมติดต้องพยายามลดช่วงนี้ให้สั้น
ที่สุด
ปัญหาที่สำคัญคือแม่สุกรมีสุขภาพทรุดโทรมเกินไป
จึงต้องใช้เวลานานในการเป็นสัดอีกครั้งเพราะแม่สุกรจะกินอาหารไม่เพียงพอกับ
การเลี้ยงลูกจึงต้องดึงอาหารที่สะสมมาใช้ในการเลี้ยงลูก
ตัววัดประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ก็คืออัตราการรอดตายของลูกสุกรหลังหย่านม
และขนาดของคอก
ถ้ามีการจัดการที่ดีจะได้ลูกสุกร 26 ตัวต่อปี แต่ส่วนมากจะได้ 10 -
24 ตัวต่อปี
ฟาร์มสุกรขนาดเล็กจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าฟาร์ม
ขนาดใหญ่เพราะดูแลได้ทั่วถึง
และเจ้าของดูแลฟาร์มเองจะมีประสิทธิภาพดีกว่าฟาร์มที่จ้างคนอื่นทำ
และฟาร์มสุกรที่มีขนาดใหญ่ที่ดำเนินการโดยเจ้าของจะมีประสิทธิภาพดีกว่า
ฟาร์มขนาดเล็กที่จ้างคนอื่นดูแล
และฟาร์มที่ใช้เทคโนโลยีช่วยจะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ
เทคโนโลยีที่ใช้และคนที่ดำเนินการใช้เทคโนโลยีนั้น
ๆ